ประวัติ-ความเป็นมา
จุดกำเนิดของหิน dZi นั้นไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด ซึ่งกลมกลืนอยู่ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนิกชนชาวธิเบต
กล่าวว่าเมื่อประมาณ 1300 ปีก่อนในสมัยราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) กษัตริย์ทิซองเด็ตเชน (King Trisong Detsen) แห่งราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty)ได้ส่งน้องสาวบุญธรรม เจ้าหญิงเหวินชิง (Princess Wencheng) ให้แก่ กษัตริย์ซองเซน กัมโป (King Songtsen Gampo) เพื่อความปรองดองกันระหว่างจีนและธิเบต ซึ่งเจ้าหญิงเหวินชิง (Princess Wencheng) ซึ่งนับถือศาสนาพุทธยังได้เชิญนักปราชญ์ที่เลืองชื่อใน อินเดีย (India) มาคือ ท่านศานตรักษิต (Shantarakshita, Santaraksita) พระภิกษุชาวอินเดีย, ท่านปัทมสมภพ (Padmasambhava), ท่านวิมาลามิตร (Vimalamitra) และครูและนักปราชญ์ชาวอินเดีย มาเผยแผ่ศาสนาในประเทศธิเบต และได้สร้างวัดซัมเย่ (Samye Monastery) ขึ้นและได้อัญเชิญพระศรีศากยมุณี (Sakyamuni Buddha) มาประดิษฐาน โดยองค์พระศรีศากยมุณี (Sakyamuni Buddha) นี้ทรงประดับด้วย ไช่มุก (Pearl), อาเกต (Agate), เทอร์ควอยซ์ (Turquoise), หินปะการัง (Coral) และลูกปัด dZi (dZi Bead)
หิน dZi ที่สำคัญที่ประดับอยู่บนมงกุฎองค์พระศรีศากยมุณี (Sakyamuni Buddha) มีอยู่ 3 ชิ้นคือ หิน dZi 9 ตา ส่วนหิน dZi อื่นๆกว่า 100 ชิ้นประกอบด้วยรูปคลื่นและเขี้ยวเสือ ปัจจุบันนี้องค์พระศรีศากยมุณี (Sakyamuni Buddha) ประดิศฐานอยู่ที่ วัดโจคัง (Jokhan Monsatery)